คำถาม-ตอบ เกี่ยวกับสหจะโยคะ (ถ้าท่านมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนที่คอมเม้นต์ด้านล่าง)
คำถามทั่วไปเกี่ยวกับ “สหจะโยคะ”
คำว่า โยคะ (แปลว่าเข้าร่วมหรือรวมกันในภาษาอังกฤษ) แปลตามตัวอักษรว่า “การวมเป็นหนึ่ง” หรือ “การเชื่อมต่อ” โยคะคือสภาวะแห่ง “การวมเป็นหนึ่ง” ระหว่างจิตวิญญาณแห่งปัจเจกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการเชื่อมต่อระหว่างสติรู้ของเรากับพลังที่ไร้ขอบเขตที่สร้างจักรวาลนี้ขึ้นมา ดังนั้นโยคะคือระดับของสติรู้ที่ได้รับแสงสว่าง เทียบได้กับ "การตระหนักรู้ในตนเอง" ในศาสนาพุทธ
การรู้แจ้งหรือการรวมเป็นหนึ่ง (โยคะ) ที่แท้จริงนี้เกิดขึ้นเมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า กุณฑลินี ซึ่งสถิตอยู่ตรงกระดูกใต้กระเบนเหน็บ (เหนือก้นกบ) ในร่างกายของมนุษย์ทุกรูปนามถูกปลุกให้ตื่นขึ้น และเดินทางขึ้นมาสู่บริเวณกระหม่อมของผู้ปฏิบัติ และเปิดศูนย์พลังงานหรือจักรสุดท้าย ที่มีชื่อว่าจักรสหัสราระออก นี่คือเป้าหมายสูงสุดแห่งโยคะ ที่จะนำมาซึ่งปิติสุขภายใน ความสงบสันติภายใน การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบและความกลมกลืนสมดุล โยคะทางร่างกายที่ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายทุกวันนี้ เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆของวิถีทางที่กว้างใหญ่กว่ามาก ในการที่จะเข้าสู่สภาวะแห่งสติรู้ที่ได้รับแสงสว่างซึ่งเรียกว่า โยคะ
“สหจะ”แปลตามตัวอักษรว่า “แต่กำเนิด โดยไม่ต้องพยายาม หรือ เป็นไปเองตามธรรมชาติ” สมาธิแบบสหจะโยคะช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถปลุกพลังกุณฑลินีอันศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในตัวเราได้อย่างง่ายดาย จากนั้นพลังกุณฑลินีจะบำรุงเลี้ยงและมอบแสงสว่างแก่จักรหรือศูนย์พลังงานต่างๆในร่างกาย ผลลัพธ์ก็คือผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่สามารถเข้าสู่สภาวะที่ลึกซึ้งแห่งความสงบสันติและความกลมกลืนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆตั้งแต่ครั้งแรกๆของการฝึก
กระแสของพลังกุณฑลินีสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนในรูปแบบของกระแสลมเย็นเบาๆในฝ่ามือ ในกระดูกสันหลัง และ/หรือเหนือศีรษะ เราสามารถอัญเชิญพลังนี้ไปยังศูนย์พลังงานต่างๆในร่างกายได้โดยตรงเพื่อนำความกลมกลืน ความสมดุลกลับคืนมาอีกทั้งยังช่วยเพิ่มพูนความอยู่ดีมีสุขทั้งทางจิต ทางกายและทางอารมณ์
สหจะโยคะเหมือนกับทางลัดสู่สภาวะสมาธิระดับลึกที่ทรงคุณค่า การฝึกอย่างต่อเนื่องจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติพัฒนาสติรู้แห่งความจริงในอีกระดับอันละเอียดอ่อนเพื่อที่พวกเขาจะสามารถเติบโตและมีวิวัฒนาการกลายเป็นคนที่อยู่ในความสมดุลอย่างแท้จริง สงบสุข และ เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคมโดยรวม
สหจะโยคะคือประสบการณ์ที่สวยงามซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ความจริงได้ด้วยตนเองผ่านระบบประสาทส่วนกลางในร่างกาย
สหจะโยคะ แตกต่างจากโยคะแบบอื่น เพราะสหจะโยคะเริ่มต้นด้วยประสบการณ์ แห่งการปลุกพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าพลังกุณฑลินีให้ตื่นขึ้น ซึ่งก็คือเป้าหมายสูงสุดอันยากที่จะบรรลุของโยคะและสมาธิแบบอื่น การออกกำลังกายหรือโยคะทางร่างกายไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะพลังกุณฑลินีมีอำนาจที่จะนำความอยู่ดีมีสุขทั้งทางร่างกายและอารมณ์กลับคืนมา
สหจะโยคะตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมาธิที่เอื้อต่อการเข้าสู่สภาวะจิตว่างซึ่งในสภาวะนี้เองที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถดูดซับประโยชน์นานาประการจากการตื่นขึ้นของพลังศักดิ์สิทธิ์ภายในได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยผ่านระบบประสาทส่วนกลางการเข้าสมาธิจึงกลายเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ทำได้ไม่ยากในชีวิตประจำวัน เต็มไปด้วยปิติสุขและฟื้นฟูพลังชีวิต
ท่านศรีมาตาจี นิรมลาเทวี ผู้ก่อตั้งสหจะโยคะได้คิดค้นวิธีการดังกล่าวที่ช่วยให้เราสามารถเข้าสู่ปรากฏการณ์อันประเมินค่าไม่ได้แห่งการตระหนักรู้ในตนเองได้อย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ (สหจะ) และบรรลุผลในเวลาอันสั้น
“แสงสว่างเล็กๆถูกจุดขึ้นในตัวเรา (มิติใหม่แห่งสติรู้ที่เราได้รับ) และด้วยสมาธิแบบสหจะโยคะเราจะสามารถเติบโตก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องบำเพ็ญตบะและยังใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและสังคมตามปกติ”
“นี่เป็นเพราะภายใต้แสงสว่างของสติรู้มิติใหม่ เรากลายเป็นครูของตนเอง หลังจากได้รับการตระหนักรู้ในตนเองเราสามารถรู้สึกถึงพลังลมเย็นอันแผ่วเบาเหนือศีรษะและจากใจกลางฝ่ามือ เราสามารถรู้สึกได้ที่ปลายนิ้วว่าศูนย์พลังงานไหนของเราติดขัดบ้างและสามารถชำระล้างการอุดตันดังกล่าวโดยอาศัยพลังกุณฑลินีที่ตื่นขึ้นแล้ว นอกจากนี้เรากลายเป็นสติรู้ส่วนรวม คือเราสามารถรู้ได้ว่าศูนย์พลังงานของคนอื่นเป็นเช่นไรอีกทั้งยังรักษาเขาได้เช่นกัน ความจริงที่ว่าเราคือส่วนหนึ่งของส่วนรวมทั้งหมดกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของเรา”
“การกลายเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตมนุษย์ ซึ่งศาสนาและสำนักจิตวิญญาณส่วนใหญ่ล้วนเห็นพ้องกันในสิ่งนี้ การตระหนักรู้ในตนเองคือจุดเริ่มต้นเพราะเมื่อการเชื่อมต่อได้สถาปนาขึ้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเชื่อมต่อนี้จะต้องได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยสติของเราและการนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้เราค้นพบว่าเราเกิดมาทำไมและเติมเต็มวัตถุประสงค์ในการมีชีวิตอยู่ของเราในที่สุด” โดยท่านศรีมาตาจี นิรมลาเทวี
โยคะ ที่คนรู้จักทั่วไปเรียกว่า “หะฐะโยคะ” เป็นโยคะที่ใช้ท่าอาสนะ ในการฝึกความยืดหยุ่น เพื่อให้ศูนย์พลังงานในร่างกายทำงานได้ดี เป็นโยคะภายนอกเพื่อใช้บริหารร่างกาย ในคัมภีร์โยคะสูตร ที่บัญญัติโดย มหาฤษีปตัญชลี จะแบ่งโยคะไว้หลายหมวดหมู่ มีการฝึกหลายแบบตั้งแต่การบริหารกาย ฝึกปราณายมะ สมาธิ ศึกษาตำรา บูชา ฯลฯ การเข้าสู่โยคะต้องมี “คุรุ” ที่บรรลุอย่างแท้จริงจึงจะเข้าใจว่าจะให้สิ่งใดเป็นแบบฝึกหัดให้ผู้ฝึก เพราะ “หะฐะโยคะ” เป็นพลังพระอาทิตย์ หรือพลังไฟ ถ้าฝึกโดยไม่รู้จักควบคุมธาตุย่อมเกิดผลลบกับผู้เรียน เพราะคำว่า “โยคะ” ที่แท้จริง ไม่ได้แปลว่าการออกท่าทางเท่านั้น แต่หากหมายถึงการบรรลุถึงสภาวะจิตแห่งการรวมเป็นหนึ่งของจิตวิญญาณตัวตน (อาตมัน) กับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ (ปรมาตมัน) สหจะโยคะ จะใช้วิธีการเข้าถึง “โยคะ” ที่เป็นสภาวะนี้โดยการปลุกพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “กุณฑาลินี” ที่มีอยู่ในตัวของคนทุกคนให้ตื่นขึ้น ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ และพลังนี้จะนำพาจิตวิญญาณของเราให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันให้เกิดสภาวะของโยคะ อย่างไรก็ดี “สหจะโยคะ” ไม่เหมือนกับ “กุณฑาลินีโยคะ” และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในด้านของวิธีการฝึก
มีผู้ฝึกหลายท่านเคยศึกษา “พลังจักรวาล” อาจจะสงสัยในข้อนี้ เพราะมีการกล่าวรายละเอียดของจักร และระบบพลังเหมือนกัน แต่ “สหจะโยคะ” นั้น แตกต่างจาก “พลังจักรวาล” ทั้งในด้านของ วิธีการ และเป้าหมาย เนื่องด้วยระบบเปิดจักระของพลังจักรวาลมีเป้าหมายเพื่อการรักษา แต่ระบบของสหจะโยคะนั้น จะเน้นให้ผู้เรียนเป็น “คุรุ” ของตนเอง คือเมื่อพลังตื่นขึ้นแล้วจะสามารถทราบว่าตนเองสมดุลหรือไม่ มีปัญหาอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร ซึ่งเมื่อผู้ฝึกมีความชำนาญในการรู้สึกถึงพลังแล้ว จะสามารถสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นได้ง่าย และโรคภัยไข้เจ็บจะถูกรักษาให้หายไปได้เองด้วยพลังของตนเอง เนื่องจากเป้าหมายของสหจะโยคะ ต้องการให้ผู้ฝึกเข้าสู่ “การตระหนักรู้ในตนเอง” ซึ่งมีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อผู้ฝึกมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณแล้ว ความมีศิริมงคลและสุขภาพก็จะเกิดโดยธรรมชาติ อีกทั้งสหจะโยคะยังเน้นให้ผู้ฝึกเข้ากลุ่มเพื่อให้กระแสพลังนั้นเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ฝึกที่เข้ากลุ่มบ่อยๆ จะได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์ได้อย่างง่ายดาย
สหจะโยคะ ไม่ใช่องค์กรทางศาสนาแต่อย่างใด แต่สหจะโยคะรวมแก่นแท้ของทุกศาสนาเข้าด้วยกันผ่านการรับรู้ความจริงแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันละเอียดอ่อนด้วยประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติ ดังนั้นผู้ฝึกสหจะโยคะทั่วโลกจึงประกอบด้วยคนที่มีพื้นฐานทางศาสนาที่หลากหลาย (พุทธ คริสต์ ฮินดู อิสลาม ฯลฯ) นอกจากผู้ปฏิบัติจะเข้าใจและเข้าถึงศาสนาของตนได้ลึกซึ้งขึ้นพวกเขายังสามารถเข้าใจและเข้าถึงศาสนาอื่นๆได้อีกด้วย ในท้ายที่สุดสหจะโยคีเคารพทุกศาสนาและธรรมเนียมปฏิบัติทางจิตวิญญาณทั้งหมด
ใครก็ตามที่ได้รับการตระหนักรู้ในตนเอง (โดยปราศจากความพยายามใดๆด้วยสหจะโยคะ) สามารถสัมผัสกระแสลมเย็นของพลังกุณฑลินี (ตามคัมภีร์พระเวท) ในระบบประสาทส่วนกลาง ตามแนวกระดูกสันหลัง ในฝ่ามือและเหนือกระหม่อมการตระหนักรู้หรือการรู้แจ้งในตนเองคือปรากฏการณ์ที่มอบประสาทสัมผัสในมิติที่เหนือกว่าเพื่อช่วยให้คนสามารถรับมือกับชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น การปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมนี้คือแก่นของคำสอนในสหจะโยคะ ผู้ฝึกจะค่อยๆพัฒนาการรับรู้และสติรู้อันใหม่เนื่องจากศักยภาพในการเข้าใจสิ่งต่างๆผ่านกระหม่อมที่ถูกเปิดออกนั้นเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับในตัวเราทุกคนมีการติดตั้งเรดาร์ที่รอการเปิดสวิตช์อยู่ภายในเมื่อเรดาร์นี้ถูกกระตุ้นให้ทำงานก็จะเอื้อให้คนๆนั้นพัฒนาการดำเนินชีวิตของตนให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องไม่หลงทาง
คำถามทั่วไปเกี่ยวกับ “การนั่งสมาธิ”
สมาธิ คือการปล่อยวาง สมาธิไม่ใช่ความคิด แต่คือพาหนะที่เชื่อมโยงระหว่างเรากับตัวตนที่แท้จริงของเราและสิ่งที่เหนือกว่าเรา สมาธิคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงทำนุบำรุงจิตวิญญาณของเรา คือเชื้อเพลิงสำหรับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของเราและเป็นกุญแจสู่การเติบโตภายในของเรา พูดง่ายๆก็คือสมาธิคือการเชื่อมต่อระหว่าง "เรา" กับ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์"
เมื่อสืบค้นต้นกำเนิดพบว่า สมาธิ กำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ นักวิจัยคาดการณ์ว่าแม้แต่สังคมมนุษย์ในยุคหินก็ได้ค้นพบสภาวะจิตที่เปลี่ยนแปลงไป จนเข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิ ในขณะที่จ้องมองเปลวเพลิงในกองไฟของพวกเขา เทคนิคการเข้าสมาธิถูกบันทึกไว้ใน คัมภีร์อินเดีย โบราณที่มีอายุกว่าห้าพันปี นับพันปีมาแล้วที่ สมาธิ ได้มีวิวัฒนาการจนมีโครงสร้างและรูปแบบที่แตกต่างกันไปและแพร่หลายไปทั่วทั้งทวีปเอเชียซึ่งเป็นทวีปแห่งต้นกำเนิด ในขณะที่สมาธิเพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักและปฏิบัติอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตกในช่วงยุคปีพ.ศ. 2500 ถึง 2513 และนับตั้งแต่บัดนั้น สมาธิ หลากหลายรูปแบบได้แพร่หลายและนิยมปฏิบัติไปทั่วโลก
คนที่นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะตระหนักถึงมิติใหม่ในสติรู้ของตน พวกเขาจะรู้สึกถึงกระแสของพลังที่ไหลเวียนในร่างกายและในไม่ช้าสุขภาพก็จะดีขึ้นและมีความสงบภายในมากขึ้น มีทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้นในการใช้ชีวิต อีกทั้งยังสามารถรับมือกับความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความโกรธและอารมณ์ความรู้สึกด้านลบทั้งหลายได้อย่างง่ายดาย มีงานวิจัยทางการแพทย์มากมายหลายฉบับ(โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโรคต่างๆเช่น โรคหอบหืด โรคลมบ้าหมู และโรคความดันโลหิตสูง)โดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า สหจะโยคะ สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตทั้งทางกายและทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยผู้ปฏิบัติไม่ต้องหมกมุ่นกับพฤติกรรมสุดโต่งใดๆ เป้าหมายของสมาธิแบบนี้คือช่วยให้ผู้ปฏิบัติกลายเป็นสมาชิกของสังคมที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและความดีงาม เพราะเมื่อสมาชิกแต่ละคนกลายเป็นคนที่มีความสมดุล เต็มไปด้วยความสงบสุขและความเมตตากรุณา สังคมโดยรวมก็ย่อมจะได้รับอานิสงค์ตามไปด้วย
ประโยชน์จาก สมาธิ มีมากมายหลายประการ อาทิ การช่วยรักษาสุขภาพกายและใจของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอแม้ต้องเผชิญกับความเครียดต่างๆในชีวิตด้วยการรักษาระยะห่างระหว่างเราและความเครียดดังกล่าวอย่างเหมาะสม รวมทั้งการใช้ชีวิตด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าพลังศักดิ์สิทธิ์จะช่วยจัดวางชีวิตของเราให้เข้าที่เข้าทางไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม บางครั้งชีวิตก็เรียกร้องจากเรามากมายเหลือเกิน ดังนั้นการมีวิธีรับมือกับชีวิตอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ จริงๆแล้วมันง่ายมากที่เราจะตกอยู่ในภาวะไร้สุขด้วยการเอาแต่เคร่งเครียดจากความกดดันทางการงานและชีวิตครอบครัวที่รบกวนเราอยู่เนืองๆ นอกจากนี้เรายังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะละเลยสิ่งดีงามในชีวิตจาการหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่รุมเร้า สมาธิสามารถช่วยให้คุณเป็นพยานหรือผู้สังเกตการณ์สิ่งที่เป็นสาเหตุของความเครียดเหล่านั้นโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องราวกับว่าคุณกำลังมองดูตัวเองจากในระยะไกลซึ่งจะทำให้คุณเห็นปัญหาและทางออกได้อย่างชัดเจน
แล้วสมาธิแตกต่างจากการผ่อนคลาย การใช้ความคิด การเพ่งสติ หรือการสะกดจิตตัวเองอย่างไร
สมาธิ แบบ สหจะโยคะ แตกต่างจากเทคนิคอื่นๆอย่างชัดเจนเพราะสมาธิแบบสหจะโยคะไม่เพียงช่วยให้เราผ่อนคลายหรือช่วยนำความสงบลุข ความปิติเบิกบาน และการมองโลกในแง่ดีมาให้กับเราเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงมนุษย์อย่างแท้จริงจากภายในซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ลึกซึ้ง เพื่อในที่สุด เราจะกลายเป็นมนุษย์ที่สวยงามและเปี่ยมสุข และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้ความพยายาม ความคิดหรือการเพ่งสติใดๆทั้งสิ้น
เวลารุ่งสางที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นคือเวลาที่ดีที่สุดในการนั่ง สมาธิ ในช่วงเวลานี้ผู้ปฏิบัติจะสามารถสัมผัสความเงียบภายในและการสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มักจะได้ผลดีเป็นพิเศษกับผู้ที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จากการนอนหลับสนิท นอกจากนี้ ตอนเย็น ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่เราจะนั่งสมาธิ ในตอนเช้าเรานั่งสมาธิเพื่อเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันอย่างราบรื่น ในตอนเย็นเรานั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายและชำระล้างตนเองจากการใช้ชีวิตอันแสนวุ่นวายมาทั้งวัน เวลาที่ดีที่สุด ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตและหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวันของเรา
โดยปกติแล้วการหลับตานั่ งสมาธิ จะเป็นผลดีและนำมาซึ่งประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจมากกว่า เพราะด้วยการหลับตาการรับรู้ถึงตัวตนภายในของเราจะชัดเจน และเข้มข้นมากกว่าการลืมตา แต่ถ้าคุณมีความรู้สึกที่ไม่ปกติเกิดขึ้น เช่นรู้สึกว่าร่างกายข้างในกำลังหมุนหรือมองเห็นแสงสีต่างๆ เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณลืมตา ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้อยู่ในปัจจุบันหรือทางสายกลางโดยคุณมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นกับอดีต (ช่องพลังซ้าย) หรือมุ่งไปในอนาคต (ช่องพลังขวา) สมาธิที่เปี่ยมคุณภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณอยู่ในปัจจุบัน (ช่องพลังกลาง) เท่านั้น
มันเป็นเรื่องดีที่เราจะหาเวลาให้ตัวเองในการค้นหาความเงียบภายในและจดจ่อกับมัน โดยปกติแล้วจะดีที่สุดถ้าเราใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีในการนั่งสมาธิ เป็นเรื่องปกติที่การนั่งสมาธิในแต่ละครั้ง ซึ่งแม้จะใช้เวลาเท่ากัน แต่คุณภาพหรือความลึกจะไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่เคยฝึกมาก่อน ดังนั้นเป้าหมายของเรา คือเวลา 15 นาทีแห่งการนั่งสมาธิที่เปี่ยมคุณภาพ เพื่อที่จะสามารถเข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิที่แท้จริง เราขอแนะนำอย่างยิ่ง ให้คุณยอมรับและให้อภัยความคิดทั้งหลายที่เข้ามารบกวน จากนั้นสมาธิที่แท้จริงจะเกิดขึ้น และเราจึงจะสามารถปิติสุขเบิกบานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ปกติแล้วเมื่อเราตกแต่งห้องใดห้องหนึ่ง ให้สวยงามด้วยงานศิลปะที่มอบสุนทรียภาพให้กับคุณทุกครั้งที่คุณเข้ามาในห้องนี้ เช่นเดียวกัน เมื่อคุณหาสถานที่ประจำสำหรับการนั่งสมาธิ ในทุกๆวันคุณก็ควรสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเข้าสู่สมาธิ แม้จะไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว เกี่ยวกับสถานที่อันเหมาะสมแก่การนั่งสมาธิ แต่การหามุมใดมุมหนึ่งของบ้านก็เป็นสิ่งที่เราขอแนะนำ นอกจากนี้การมาเข้าร่วมโปรแกรมที่ศูนย์สหจะโยคะทุกสัปดาห์ ก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสภาวะแห่งความเงียบภายในของคุณ และเมื่อคุณเติบโตขึ้นจากการเข้าสมาธิ คุณจะพบว่าคุณจะมีความสงบสุขอยู่เสมอไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน
แม้ว่าการนั่ง ขัดสมาธิ บนพื้นจะเป็นสิ่งที่ดีแต่มันก็ไม่ใช่วิธีเดียวที่เราจะนั่งเพื่อเข้าสู่สภาวะสมาธิ คุณไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิบนพื้น คุณสามารถนั่งสมาธิบนเก้าอี้ก็ได้ (โดยเท้าทั้งสองวางแนบที่พื้นห่างกันเล็กน้อย) จำไว้ว่า สิ่งสำคัญคือคุณควรจะนั่งให้สบาย เพราะถ้าคุณนั่งในอิริยาบถที่คุณไม่ถนัดหรือไม่สบายตัว สิ่งที่จะตามมาคือสติของคุณจะออกนอกลู่นอกทางได้ง่าย จนในที่สุดก็ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะสมาธิได้ อย่างไรก็ตามท่านั่งที่เหมาะสม ควรจะเป็นท่าที่เอื้อให้กระดูกสันหลังของคุณตั้งตรง
ด้วยสมาธิแบบ สหจะโยคะ คุณจะกลายเป็นครูของตนเอง สมาธิจะปลดล็อคความรู้ที่สถิตอยู่ภายในตัวเรา คุณจะตื่นรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก คุณจะสัมผัสได้ว่าเทคนิคไหนที่ควรใช้อันไหนควรหลีกเลี่ยง แต่ในขณะเดียวกันคุณจะได้รับประโยชน์มากมายมหาศาลจากประสบการณ์ของคนอื่นอยู่เสมอ การนั่งสมาธิด้วยกันเป็นกลุ่มและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฝึกสหจะโยคะคนอื่นจะช่วยเร่งให้คุณมีพัฒนาการที่มากกว่าการฝึกตามลำพังถึงสิบเท่า มีสามคำสำคัญที่เป็นกุญแจสู่การเจริญเติบโตในสหจะโยคะนั่นคือ การรวมกลุ่ม ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการปล่อยวาง
คำถามทั่วไปเกี่ยวกับ “การฝึกปฏิบัติ”
ทุกคนสามารถฝึกได้ ไม่มีข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือเพศ
ไม่มีการคิดค่าสอนในการเรียน สหจะโยคะ เพราะเราไม่สามารถจ่ายเงินซื้อประสบการณ์ที่มีชีวิตและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถจ่ายเงินให้พระแม่ธรณีเพื่อให้เมล็ดพันธุ์แตกหน่อ หรือจ่ายเงินให้กระเพาะอาหารเพื่อย่อยอาหารให้กับเรา ดังนั้นสหจะโยคะในกว่า100ประเทศทั่วโลกจึงไม่มีการคิดค่าสอนใดๆตลอดไป ซึ่งผู้สอนก็คือผู้ปฏิบัติสหจะโยคะอย่างสม่ำเสมอที่ประกอบสัมมาอาชีพที่แตกต่างกันไป แต่เนื่องจากพวกเขาค้นพบความเบิกบานใจจากการแบ่งปันความรู้อันทรงคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลนี้กับคนอื่นจึงสละเวลาและแรงกายแรงใจมาเป็นอาสาสมัครในการถ่ายทอดความรู้นี้ นอกจากนี้พวกเขายังรู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์เหลือคณานับในชีวิตทุกด้านจากการปฏิบัติ จึงปรารถนาจะแบ่งปันความสุขนี้กับผู้ที่มีความสนใจร่วมกัน การเรียนการสอนส่วนใหญ่จึงมักเกิดขึ้นในช่วงเย็นหลังเลิกงานหรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ หากผู้ใดประสงค์จะบริจาคเงินเพื่อช่วยค่าเช่าห้องโรงแรมหรือค่าจัดทำเอกสารก็สามารถทำได้แต่จะไม่มีการเรียกร้องหรือบังคับใดๆ เพราะมูลนิธิสหจะโยคะแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร
ทุกคนสามารถมาฝึกสหจะโยคะได้ เรายินดีต้อนรับทุกคน
คนส่วนใหญ่สามารถรู้สึกถึงการตื่นขึ้นของพลัง กุณฑลินี ในร่างกาย ตั้งแต่ช่วงแรกๆของการฝึก ซึ่งจะแสดงออกในรูปแบบของลมเย็นอันแผ่วเบาในฝ่ามือทั้งสอง เหนือศีรษะ และสำหรับคนที่มีความละเอียดอ่อนยังสามารถรู้สึกที่แนวกระดูกสันหลังอีกด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือคนที่มาฝึกเป็นครั้งแรกส่วนใหญ่สามารถสัมผัสกับความสงบสุขที่ลึกซึ้งหลังจากการนั่งสมาธิเพียง15-20 นาทีเท่านั้น
คนบางคนอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นเล็กน้อยแต่โดยส่วนใหญ่หลังจากที่ฝึกอย่างสม่ำเสมอ(20 นาทีต่อวัน) เป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือน ผู้เริ่มปฏิบัติจะสามารถรู้สึกถึงพลังได้อย่างชัดเจนและรับรู้ถึงบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในด้านบวกของตน อีกทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ อารมณ์เบิกบานแจ่มใสและยังกระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
การนั่งสมาธิอาจฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่หลับตาและพยายามทำจิตให้สงบปราศจากความคิด แต่ในทางปฏิบัติทุกคนรู้ดีว่าการเข้าสภาวะสมาธิไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากสมองและอารมณ์ของมนุษย์นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้เริ่มฝึกจะสามารถปฏิบัติด้วยตนเองตามลำพัง ดังนั้นหากปราศจากการแนะแนวทางที่เหมาะสมผู้เริ่มฝึกจะไม่สามารถได้รับผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร
เพื่อที่เราจะก้าวหน้าในการฝึกฝนแขนงใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การทำงานศิลปะหรือแม้แต่กิจกรรมด้านการพัฒนาทางจิตวิญญาณก็ตาม การเรียนรู้หลักการพื้นฐานภายใต้การดูแลอย่างเหมาะสมจากผู้ปฏิบัติที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมีความสำคัญมาก การเข้าเรียนสัปดาห์ละครั้งจะช่วยวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่ผู้เริ่มฝึกทั้งในทางปฏิบัติและทางทฤษฎีรวมทั้งเทคนิคที่หลากหลายที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ฝึกแต่ละคน
นอกจากนี้เมื่อสหจะโยคีมารวมตัวกันเพื่อนั่งสมาธิพลังงานด้านบวกที่ไหลเวียนในกลุ่มจะยิ่งมากขึ้นเนื่องจากสหจะโยคีแต่ละคนต่างก็มีกระแสพลังด้านบวกที่ไหลรินออกมาพอมารวมตัวกันกระแสพลังโดยรวมจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เปรียบเหมือนการจุดเทียนพร้อมกันหลายเล่มในห้องมืด ยิ่งมีจำนวนเทียนมากขึ้นเท่าไรแสงสว่างก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น ความมืดในห้องก็จะหมดสิ้นไป เช่นเดียวกับที่กระแสพลังโดยรวมของการนั่งสมาธิเป็นกลุ่มจะส่งผลดีต่อทุกคนในรูปแบบของการเข้าสู่ประสบการณ์ที่ชัดเจนและแรงมากขึ้น กระบวนการแบบกลุ่มเช่นนี้คือหนึ่งในกุญแจสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณที่แข็งแรงมั่นคง นี่จึงเป็นเหตุผลที่แม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติมายาวนานนับสิบปีก็ยังคงเต็มใจที่จะมานั่งสมาธิด้วยกันทุกสัปดาห์
คอร์สความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์ๆละ 2 ชั่วโมง เมื่อจบคอร์สคุณจะมีความเข้าใจอย่างแท้จริง เกี่ยวกับคุณสมบัติที่แตกต่างกันของแต่ละจักร การสร้างความสมดุลให้กับพลังของตนเอง เพื่อสุขภาพจิตและกายที่ดีขึ้น การใช้พลังเพื่อช่วยรักษาคนอื่นและที่สำคัญที่สุดคือคุณจะสามารถเข้าสภาวะสมาธิที่ลึกได้
อย่างไรก็ตามนับเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก หากจะเชื่อว่าเมื่อจบคอร์สสั้นๆ นี้แล้ว คุณจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ สหจะโยคะ คือหนทางสู่การรู้แจ้งโดยสมบูรณ์ที่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตและเป็นถนนที่ยาวไกลแห่งการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เป้าหมายสูงสุดของสหจะโยคะ คือรูปธรรมของการรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสภาวะ “โพธิญาณ” ดังนั้นสำหรับ สหจะโยคี การนั่งสมาธิถือเป็นกิจวัตรประจำวัน ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดำรงสภาวะแห่งความสมดุล ทั้งทางอารมณ์และร่างกาย และที่สำคัญที่สุด คือเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เพื่อกลายเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น ในแต่ละวันที่ผ่านไป ผู้ปฏิบัติจะยิ่งเข้าใจตนเองได้มากขึ้น เข้าสู่ความปิติสุขที่มาจากจิตวิญญาณของตนเองได้มากขึ้น และค่อยๆ พัฒนาศักยภาพของตนเอง ในฐานะมนุษย์จนบรรลุถึงจุดสูงสุด
หลักการของสหจะโยคะคือการสนับสนุนให้ทุกคนกลายเป็น "ครู" ของตนเอง เราสนับสนุนให้ทุกคนตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะฝึกฝนต่อหรือจะหยุด วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มฝึกคือการคิดว่านี่คือการทดลองส่วนตัวของคุณ ลองพยายามอย่างจริงใจที่จะมานั่งสมาธิที่กลุ่มและนั่งเองที่บ้านสักสองสามสัปดาห์แล้วประเมินตนเองว่าคุณได้รับประโยชน์อะไรบ้าง สหจะโยคะไม่ได้เรียกร้องให้ใครเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ตรงของตน ไม่มีความงมงาย และความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ใน สหจะโยคะ
การฝึก สหจะโยคะ เป็นการฝึกสมาธิ โดยเข้าสู่พลังของตนเองจากภายใน คุณสามารถแต่งกายในชุดปรกติมาฝึกได้ เราไม่มีข้อบังคับในเรื่องเครื่องแบบหรือการแต่งกาย เพียงแต่แต่งกายในชุดที่สวมใส่สบาย เพื่อให้การนั่งสมาธิเป็นไปอย่างสะดวก
ฝึกได้ แต่เราจะแนะนำให้คุณทดลองกับตนเองเพื่อความชัดเจนว่าวิธีของสหจะโยคะนั้น ได้ผลเพียงไร ดังนั้นคุณจึงไม่ควรฝึกทั้งสองอย่างปนกัน สมาธิแบบสหจะโยคะ จะไม่เหมือนกับเทคนิคอื่นๆ เพื่อให้ผลการทดลองดีที่สุด คุณควรจะทดลองแบบสหจะโยคะอย่างเดียวโดยไม่ปะปนกับเทคนิคอื่น แล้วสังเกตผลที่ได้รับเปรียบเทียบกับการนั่งสมาธิแบบเดิมที่เคยฝึก คุณมีอิสระเต็มที่ในการทดลอง เพราะคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่คุณควรจะปฏิบัติด้วยหัวใจที่เปิดกว้างแบบนักวิทยาศาสตร์ แล้วคุณจะค้นพบคำตอบด้วยตนเอง
ทางมูลนิธิสหจะโยคะ จะจัดการฝึกในระดับเริ่มต้นใหม่ประมาณทุกๆ 3-4 เดือนต่อครั้ง แต่เรามีการฝึกเป็นประจำอยู่แล้ว ทุกวันอาทิตย์ที่ โรงแรม บางกอก โฮเต็ล โลตัส (โนโวเทลเดิม) ซอยสุขุมวิท 33 กรุงเทพฯ เวลา 15.00-17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้แต่อย่างใด ท่านสามารถมาฝึกได้เลย โดยเราจะมีโยคีที่ฝึกชำนาญแล้วช่วยดูแล อย่างไรก็ดี การมาเริ่มโปรแกรมตั้งแต่ต้นจะได้รับเนื้อหาตาม ลำดับการสอนที่ง่ายต่อการเข้าใจ โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-253-3398, 081-930-6618, 081-854 -0468
คำถามทั่วไปเกี่ยวกับ “ท่านศรีมาตาจี นิรมลาเทวี”
ท่านศรีมาตาจี นิรมลาเทวี คือผู้ก่อตั้งสหจะโยคะขึ้นในปีพ.ศ.2513 นับจากนั้นเป็นต้นมาท่านได้บรรยายธรรมไปแล้วนับพันๆครั้งและสั่งสอนผู้คนนับล้านๆให้เรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคของสหจะ
ท่านศรีมาตาจีถือกำเนิดขึ้นในปีพ.ศ.2466 ในครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์และเป็นหนึ่งในราชสกุลที่มีชื่อเสียงที่สุดของอินเดีย ท่านเคยศึกษาวิชาแพทย์ก่อนที่จะกลายเป็นนักศึกษาผู้มีบทบาทโดดเด่นในขบวนการปลดปล่อยอินเดียของมหาตมะคานธี ในช่วงเวลานั้นท่านเคยต้องโทษจำคุกและถูกทรมาณจากพวกอังกฤษ
ในปีพ.ศ. 2492 ท่านสมรสกับเซอร์ ซีพี ศรีวาสตาวะนักการทูตผู้มีอนาคตไกลซึ่งต่อมาท่านได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศถึง16สมัยติดต่อกัน เซอร์ ซีพี ศรีวาสตาวะมิได้เป็นเพียงข้าราชการอินเดียที่ได้รับการยกย่องสูงสุดเท่านั้นแต่ยังเป็นชาวอินเดียคนแรกที่ได้รับพระราชทานยศ“เซอร์”จากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษเนื่องจากคุณงามความดีของท่านที่มีต่อองค์การสหประชาชาติ
ท่านศรีมาตาจีดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างเรียบง่าย ท่านมีลูกมีหลานและมีเหลน ท่านคือร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัวและหลักยึดทางคุณธรรมจริยธรรมอย่างแท้จริง
ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล
ท่านศรีมาตาจีได้รับการยกย่องเชิดชูไปทั่วโลกในเรื่องของการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของท่านที่มีต่อการพัฒนาสังคมและสันติสุขของโลก ท่านก่อตั้งองค์กรมากมายเพื่อรับใช้สังคมและชุมชนรวมทั้งโรงพยาบาลนานาชาติและศูนย์วิจัยโรคมะเร็งที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย สถานสงเคราะห์คนยากไร้ที่เมืองเดลลี ศูนย์บำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดที่ประเทศอิตาลี ฯลฯ
ท่านได้รับรางวัลและการยกย่องจากทั่วโลก อาทิ
พ.ศ.2529: รางวัลเกียรติยศ”บุคลิกภาพแห่งปี” จากรัฐบาลอิตาลี
พ.ศ. 2532: รางวัลเหรียญสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ (The 1989 UN Peace Medal)
พ.ศ.2536: ได้รับการสถาปนาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์จากคณะกรรมการบริหารที่มีอำนาจเต็มแห่งสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งเปรโตฟสกาโดยในประวัติศาสตร์ของสถาบันมีเพียง12คนเท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้และหนึ่งในนั้นคือโรเบิร์ต ไอสไตน์
พ.ศ.2538: ท่านศรีมาตาจีได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมนานาชาติระดับสูงหลายครั้งเช่น ในการประชุมระดับโลกเพื่อผู้หญิงครั้งที่สี่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐปะชาชนจีน ท่านได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องหนทางสู่สันติภาพ
พ.ศ.2541: รางวัล Unity award เพื่อความเข้าใจระดับนานาชาติโดย Unity International Foundation
จากประสบการณ์ของสหจะโยคีคนหนึ่งที่เคยตั้งคำถามว่าท่านศรีมาตาจีคือใคร
“ผมจำได้ดีว่าในตอนเช้าของวันที่อากาศดีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2518 ผมกำลังนั่งอยู่ในรถไฟสายชานเมือง ที่วิ่งระหว่างเฮิร์สกรีนและลอนดอน ท่านศรีมาตาจีนั่งอยู่เบื้องหน้าผม เมื่อวานนี้ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านของท่าน โดยวันนั้นเป็นวันที่น่าทึ่ง และยากที่จะเข้าใจเ พราะผมเพิ่งได้รับประสบการณ์แห่งสติรู้ ในมิติที่มอบความปิติสุขที่อยู่เหนือคำบรรยาย ผมงุนงงและถามออกไปดื้อๆว่า “ท่านศรีมาตาจี ท่านคือใครกันแน่ครับ” ท่านตอบผมว่า “เปิดมือออก หลับตาลง และถามอีกครั้ง” ท่านกำลังแนะนำให้ผมถามคำถามนี้ผ่านสภาวะสมาธิ ผมทำตาม และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท่านยิ้มและถามผมว่าเป็นอย่างไร ผมตอบท่านว่า “ไม่มีอะไรเลยครับ มีเพียงความเงียบ” ท่านพูดว่า “แม่คือความเงียบ” แต่ในช่วงเวลาที่เหลือของวันต่อจากนั้น ผมรู้สึกเบาเหลือเกิน จนผมต้องดูให้แน่ใจว่าเท้าของผมกำลังแตะพื้นดินอยู่ ผมช่างรู้สึกปลาบปลื้มอิ่มเอมใจ ตลอดการซื้อของในลอนดอน สภาวะแห่งสติรู้ที่สูงกว่านี้ถูกบันทึกลงในระบบประสาทส่วนกลางของผม และไม่มีอาจมีข้อกังขาใดๆ ผมรู้สึกได้โดยตรงด้วยตัวเอง
ดังนั้น สำหรับคำถามว่า “ท่านศรีมาตาจีคือใคร” คำแนะนำของเราก็คือ จงเข้าสมาธิให้ลึก ด้วยเทคนิคที่หลากหลายของ สหจะโยะ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลแล้ว คุณจะได้พบคำตอบด้วยตัวของคุณเอง
- เกรกัวร์ เดอ คาลเบอร์มาทเทน -







