ถาม – ตอบ เรื่องการนั่งสมาธิ ในแบบวิธีของ “สหจะโยคะ” ตอนที่ 1
1. สมาธิคืออะไร
สมาธิคือการปล่อยวาง สมาธิไม่ใช่ความคิด แต่คือพาหนะที่เชื่อมโยงระหว่างเรากับตัวตนที่แท้จริงของเราและสิ่งที่เหนือกว่าเรา สมาธิคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงทำนุบำรุงจิตวิญญาณของเรา คือเชื้อเพลิงสำหรับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของเราและเป็นกุญแจสู่การเติบโตภายในของเรา พูดง่ายๆก็คือสมาธิคือการเชื่อมต่อระหว่างเรากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2. สมาธิมาจากไหน
เมื่อสืบค้นต้นกำเนิดพบว่าสมาธิกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ นักวิจัยคาดการณ์ว่าแม้แต่สังคมมนุษย์ในยุคหินก็ได้ค้นพบสภาวะจิตที่เปลี่ยนแปลงไปจนเข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิในขณะที่จ้องมองเปลวเพลิงในกองไฟของพวกเขา เทคนิคการเข้าสมาธิถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์อินเดียโบราณที่มีอายุกว่าห้าพันปี นับพันปีมาแล้วที่สมาธิได้มีวิวัฒนาการจนมีโครงสร้างและรูปแบบที่แตกต่างกันไปและแพร่หลายไปทั่วทั้งทวีปเอเชียซึ่งเป็นทวีปแห่งต้นกำเนิด ในขณะที่สมาธิเพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักและปฏิบัติอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตกในช่วงยุคปีพ.ศ. 2500 ถึง 2513 และนับตั้งแต่บัดนั้นสมาธิหลากหลายรูปแบบได้แพร่หลายและนิยมปฏิบัติไปทั่วโลก
3. ฉันจะได้ประโยชน์อะไรจากสมาธิในชีวิตประจำวัน
ประโยชน์จากสมาธิมีมากมายหลายประการ อาทิ การช่วยรักษาสุขภาพกายและใจของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอแม้ต้องเผชิญกับความเครียดต่างๆในชีวิตด้วยการรักษาระยะห่างระหว่างเราและความเครียดดังกล่าวอย่างเหมาะสม รวมทั้งการใช้ชีวิตด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าพลังศักดิ์สิทธิ์จะช่วยจัดวางชีวิตของเราให้เข้าที่เข้าทางไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม บางครั้งชีวิตก็เรียกร้องจากเรามากมายเหลือเกิน ดังนั้นการมีวิธีรับมือกับชีวิตอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ จริงๆแล้วมันง่ายมากที่เราจะตกอยู่ในภาวะไร้สุขด้วยการเอาแต่เคร่งเครียดจากความกดดันทางการงานและชีวิตครอบครัวที่รบกวนเราอยู่เนืองๆ นอกจากนี้เรายังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะละเลยสิ่งดีงามในชีวิตจาการหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่รุมเร้า สมาธิสามารถช่วยให้คุณเป็นพยานหรือผู้สังเกตการณ์สิ่งที่เป็นสาเหตุของความเครียดเหล่านั้นโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องราวกับว่าคุณกำลังมองดูตัวเองจากในระยะไกลซึ่งจะทำให้คุณเห็นปัญหาและทางออกได้อย่างชัดเจน
4. สมาธิแตกต่างจากการผ่อนคลาย การใช้ความคิด การเพ่งสติ หรือการสะกดจิตตัวเองอย่างไร
สมาธิแบบสหจะโยคะแตกต่างจากเทคนิคอื่นๆอย่างชัดเจนเพราะสมาธิแบบสหจะโยคะไม่เพียงช่วยให้เราผ่อนคลายหรือช่วยนำความสงบลุข ความปิติเบิกบาน และการมองโลกในแง่ดีมาให้กับเราเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงมนุษย์อย่างแท้จริงจากภายในซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ลึกซึ้งเพื่อในที่สุดเราจะกลายเป็นมนุษย์ที่สวยงามและเปี่ยมสุข และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้ความพยายาม ความคิดหรือการเพ่งสติใดๆทั้งสิ้น
5. ช่วงเวลาไหนคือเวลาที่ดีที่สุดของวันสำหรับการนั่งสมาธิ
เวลารุ่งสางที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นคือเวลาที่ดีที่สุดในการนั่งสมาธิ ในช่วงเวลานี้ผู้ปฏิบัติจะสามารถสัมผัสความเงียบภายในและการสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มักจะได้ผลดีเป็นพิเศษกับผู้ที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จากการนอนหลับสนิท นอกจากนี้ตอนเย็นก็เป็นอีกช่วงเวลาที่เราจะนั่งสมาธิ ในตอนเช้าเรานั่งสมาธิเพื่อเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันอย่างราบรื่น ในตอนเย็นเรานั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายและชำระล้างตนเองจากการใช้ชีวิตอันแสนวุ่นวายมาทั้งวัน เวลาที่ดีที่สุดของแต่ละคนอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตและหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวันของเรา
6. ฉันควรหลับตาหรือลืมตาเวลานั่งสมาธิ
โดยปกติแล้วการหลับตานั่งสมาธิจะเป็นผลดีและนำมาซึ่งประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจมากกว่า เพราะด้วยการหลับตาการรับรู้ถึงตัวตนภายในของเราจะชัดเจนและเข้มข้นมากกว่าการลืมตา แต่ถ้าคุณมีความรู้สึกที่ไม่ปกติเกิดขึ้นเช่นรู้สึกว่าร่างกายข้างในกำลังหมุนหรือมองเห็นแสงสีต่างๆ เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณลืมตา ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้อยู่ในปัจจุบันหรือทางสายกลางโดยคุณมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นกับอดีต (ช่องพลังซ้าย) หรือมุ่งไปในอนาคต (ช่องพลังขวา) สมาธิที่เปี่ยมคุณภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณอยู่ในปัจจุบัน (ช่องพลังกลาง) เท่านั้น
7. ในการนั่ง สมาธิ แต่ละครั้งควรใช้เวลาเท่าไร
มันเป็นเรื่องดีที่เราจะหาเวลาให้ตัวเองในการค้นหาความเงียบภายในและจดจ่อกับมัน โดยปกติแล้วจะดีที่สุดถ้าเราใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีในการนั่งสมาธิ เป็นเรื่องปกติที่การนั่งสมาธิในแต่ละครั้ง ซึ่งแม้จะใช้เวลาเท่ากัน แต่คุณภาพหรือความลึกจะไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่เคยฝึกมาก่อน ดังนั้นเป้าหมายของเรา คือเวลา 15 นาทีแห่งการนั่งสมาธิที่เปี่ยมคุณภาพ เพื่อที่จะสามารถเข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิที่แท้จริง เราขอแนะนำอย่างยิ่ง ให้คุณยอมรับและให้อภัยความคิดทั้งหลายที่เข้ามารบกวน จากนั้นสมาธิที่แท้จริงจะเกิดขึ้น และเราจึงจะสามารถปิติสุขเบิกบานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
8. สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการนั่งสมาธิคือที่ไหน
ปกติแล้วเมื่อเราตกแต่งห้องใดห้องหนึ่งให้สวยงามด้วยงานศิลปะที่มอบสุนทรียภาพให้กับคุณทุกครั้งที่คุณเข้ามาในห้องนี้ เช่นเดียวกันเมื่อคุณหาสถานที่ประจำสำหรับการนั่งสมาธิในทุกๆวันคุณก็ควรสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเข้าสู่สมาธิ แม้จะไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัวเกี่ยวกับสถานที่อันเหมาะสมแก่การนั่งสมาธิแต่การหามุมใดมุมหนึ่งของบ้านก็เป็นสิ่งที่เราขอแนะนำ นอกจากนี้การมาเข้าร่วมโปรแกรมที่ศูนย์สหจะโยคะทุกสัปดาห์ก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสภาวะแห่งความเงียบภายในของคุณ และเมื่อคุณเติบโตขึ้นจากการเข้าสมาธิคุณจะพบว่าคุณจะมีความสงบสุขอยู่เสมอไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน
9. จะต้องนั่งขัดสมาธิหรือไม่
แม้ว่าการนั่ง ขัดสมาธิ บนพื้นจะเป็นสิ่งที่ดีแต่มันก็ไม่ใช่วิธีเดียวที่เราจะนั่งเพื่อเข้าสู่สภาวะสมาธิ คุณไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิบนพื้น คุณสามารถนั่งสมาธิบนเก้าอี้ก็ได้ (โดยเท้าทั้งสองวางแนบที่พื้นห่างกันเล็กน้อย) จำไว้ว่า สิ่งสำคัญคือคุณควรจะนั่งให้สบาย เพราะถ้าคุณนั่งในอิริยาบถที่คุณไม่ถนัดหรือไม่สบายตัว สิ่งที่จะตามมาคือสติของคุณจะออกนอกลู่นอกทางได้ง่าย จนในที่สุดก็ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะสมาธิได้ อย่างไรก็ตามท่านั่งที่เหมาะสม ควรจะเป็นท่าที่เอื้อให้กระดูกสันหลังของคุณตั้งตรง
10. เราสามารถจะฝึกฝนด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีครูสอนได้หรือไม่
ด้วยสมาธิแบบ สหจะโยคะ คุณจะกลายเป็นครูของตนเอง สมาธิจะปลดล็อคความรู้ที่สถิตอยู่ภายในตัวเรา คุณจะตื่นรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก คุณจะสัมผัสได้ว่าเทคนิคไหนที่ควรใช้อันไหนควรหลีกเลี่ยง แต่ในขณะเดียวกันคุณจะได้รับประโยชน์มากมายมหาศาลจากประสบการณ์ของคนอื่นอยู่เสมอ การนั่งสมาธิด้วยกันเป็นกลุ่มและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฝึกสหจะโยคะคนอื่นจะช่วยเร่งให้คุณมีพัฒนาการที่มากกว่าการฝึกตามลำพังถึงสิบเท่า มีสามคำสำคัญที่เป็นกุญแจสู่การเจริญเติบโตในสหจะโยคะนั่นคือ การรวมกลุ่ม ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการปล่อยวาง







